ข่าว

Tomb Raider และแบบฉบับอื่นๆ ของ ลาร่า ครอฟต์

A
Alicia Haddick
11 มี.ค. 2567

ลาร่า ครอฟต์ (Lara Croft) คือใคร 

เป็นเวลามากกว่า 25 ปีแล้วที่โฉมหน้าของแฟรนไชส์ Tomb Raider มีการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างไม่รู้จบทั้งในวิดีโอเกมและภาพยนตร์เมื่อผู้สร้างมากหน้าหลายตาได้ใส่หลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปในตัวละครขวัญใจนี้

การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นทำให้เธอกลายเป็นคนหนึ่งในเวลาหนึ่งแล้วก็แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในเวลาอื่น เรียกได้ว่านี่คือตัวอย่างที่หาได้ยากของตัวละครเอกหญิงผู้แข็งแกร่งในโลกของเกม ซึ่งไม่ได้ใช้เวลาไปกับการเป็นหญิงสาวผู้ทุกข์ยาก แต่มาในมาดฮีโร่ที่ออกสำรวจสุสานและยิงไดโนเสาร์ ส่วนการเน้นลักษณะทางเพศที่มากเกินไปนั่นก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง การปรากฏตัวและรูปลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำให้เธอเป็นตัวละครที่เหล่าผู้เล่นรู้จัก ถึงแม้ตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

ในขณะที่ ลาร่า ครอฟต์ เป็นหลายๆ สิ่งสำหรับหลายๆ คน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยนั่นก็คือ การเป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักมากที่สุดในวงการเกมและไอคอนของวัฒนธรรมป๊อป

ตอนนี้ Tomb Raider ไตรภาคต้นฉบับที่เปิดตัวละครสู่โลกได้กลับมาอีกครั้งในแพ็กเกจรีมาสเตอร์ Tomb Raider I-III Remastered โฉมใหม่ แม้ว่าจะเป็นแบบอย่างแรกๆ ของเกมผจญภัยไขปริศนาแบบ 3 มิติที่ออกมาสมัยที่มีการลองผิดลองถูกครั้งใหญ่ แต่ปัจจุบันเกมเหล่านี้ยังคงเป็นเกมย้อนยุคที่น่าดึงดูดและสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม การได้เล่นเกมเหล่านี้ในปี 2024 ก็ยังไม่สามารถเข้าใจถึงอารมณ์ตอนนั้นว่าความเปรี้ยงปร้างและผลกระทบที่มีต่อวัฒนธรรมป๊อปและการมองการณ์ไกลเกี่ยวกับวงการเกมตอนออกวางจำหน่ายในยุค 90 เป็นอย่างไร หรืออาจมองไม่เห็นภาพว่าก่อนจะมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ลาร่า ครอฟต์ เคยเกือบจะโดนเทออกจากแนวคิดของนักพัฒนากลุ่มเล็กๆ ในสหราชอาณาจักร
 

เสียงพากย์


แม้ว่าแฟรนไชส์นี้จะเป็นหนึ่งในเกมที่โด่งดังมากที่สุดในปัจจุบัน แต่ทว่า Tomb Raider ต้นฉบับกลับเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงอย่างมากในช่วงแรกของการพัฒนาเกม สมัยนั้นเกม 3 มิติยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การสร้างแพลตฟอร์มและการสำรวจปริศนาที่ซับซ้อนยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำ ยิ่งการมีตัวเอกที่เป็นผู้หญิงยิ่งแล้วใหญ่เพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นในวงการเกม แม้แต่ผู้ให้เสียงพากษ์ต้นฉบับที่ได้รับมอบหมายให้สวมบทตัวละครนี้ก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในโลกของการพากย์เสียง

ก่อนจะมารับบทเป็น ลาร่า ครอฟต์ เส้นทางอาชีพของ Shelley Blond เกี่ยวข้องกับรายการทีวีและเวทีเป็นส่วนใหญ่ ตอนที่ไปออดิชั่นเพื่อรับบท ลาร่า ครอฟต์ เธอเพิ่งเข้าสู่วงการนี้ และต้องการออดิชั่นเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าโดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับบทอะไรเลย
Tomb Raider I-III Remastered 5
ไม่ได้มีเพียงแค่ Blond เท่านั้นที่ขาดประสบการณ์ด้านการพากย์เสียง ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังเกมนี้ก็เช่นกัน

"ฉันอายุ 25 หรือ 26 ปีเนี่ยแหละตอนที่มารับบท Tomb Raider" Blond กล่าว "ฉันจบจากโรงเรียนการแสดงตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็ทำโชว์ ทำทัวร์ และทำเพลงร็อกแอนด์โรลล์ร่วมกับ Bill Kenwright เขาเป็นโปรดิวเซอร์ของฉันตอนที่อยู่กับ West End ทำเกี่ยวกับ Only the Lonely และ Elvis: The Musical ซึ่งฉันก็ได้ร้องเพลงบ้างแต่ไม่มากนัก หลังจากนั้นฉันได้งานรายการทีวี[ในสหราชอาณาจักร] ในฐานะพิธีกรของ Trouble TV และ CITV ฉันทำด้านโฆษณาแล้วก็ย้ายไปทำงานพากย์เสียง

"[ตอนนั้น]ตัวแทนจัดหางานของฉันบอกว่ากำลังหาคนที่จะมารับบทเป็นตัวละครหญิงในเกม เผื่อว่าฉันจะสนใจลองดู เธอบอกว่าโอกาสได้งานนี้อาจจะยาก เพราะว่าทางนั้นใช้เวลาหาคนมาประมาณหกถึงเก้าเดือนแล้ว แต่ฉันคิดว่าเป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ในการออดิชั่น เพราะฉันยังใหม่กับวงการนี้ ฉันบันทึกบทไม่กี่บรรทัดใส่เทป เอาไปส่งไปรษณีย์ หลังจากนั้นก็ถูกขอให้ประชุมทางโทรศัพท์กับใครสักคนใน Derby และ London ซึ่งตรงนั้นเองที่เราได้พูดคุยกัน พวกเขาให้ฉันพูดบทนั้นอีกครั้ง เมื่อคุยกันเสร็จสรรพ พวกเขาบอกว่า ฉันได้งานแล้วนะ!"

Blond บอกว่ายิ่งเกมนี้เป็นเกมที่มี "ตัวเอกเป็นผู้หญิง" ทีมงานเองก็ไม่แน่ใจว่า Tomb Raider จะออกมาเป็นยังไง

"ทีมงานพิถีพิถันอย่างมากเพื่อให้แน่ใจว่า "ลูกน้อย" จะลืมตาออกมาดูโลกได้ตามที่จินตนาการไว้ ภายใต้กระบวนการที่มีพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากแม่แบบได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น" เธอกล่าว "ฉันไม่ได้เล่นตามตัวละคร

"ตอนนั้นฉันปล่อยให้ความเป็นตัวฉันเข้าไปในตัวละคร และโดนบอกว่าอย่าทำแบบนั้น อย่าให้ดูหยาบคายหรือเซ็กซี่เกินไป ฉันไม่ได้บอกว่าคาแรคเตอร์ของฉันเซ็กซี่นะ แต่เพราะตัวละครดูเซ็กซี่มากสำหรับฉัน ตอนนั้นฉันก็เลยไม่อยากให้เธอดูเป็นคนตรงๆ เกินไป แต่ทั้งหมดนี้คือการค้นหาจุดสมดุล"

สุดท้ายแล้ว Blond ก็ได้ให้เสียงตัวละคร Tomb Raider แค่ภาคแรกเท่านั้นเนื่องจากตารางเวลางานที่ไม่ลงตัว โดยที่บางคลิปถูกนำมาใช้ซ้ำในภาคสองและภาคสามของไตรภาคต้นฉบับ Judith Gibbins เข้ามารับไม้ต่อการให้เสียงพากย์เพิ่มเติมเพื่อทำให้ไตรภาคต้นฉบับสมบูรณ์แบบก่อนหน้า Jonell Elliott และภายหลังได้ Keeley Hawes มาให้เสียงลาร่าในภาคต่อมา
 

จิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรม


ความสำเร็จที่รวดเร็วของแฟรนไชส์ส์ได้เหวี่ยง ลาร่า ครอฟต์ เข้ามาสู่วัฒนธรรมกระแสหลัก จนได้รับความสนใจเกินไปไกลกว่าสื่อของเกมในฐานะไอคอนของวงการที่กำลังเติบโต แน่นอนว่าปัจจัยด้านความบันเทิงของเกมมาจากความนิยมชมชอบที่มีต่อ ลาร่า ครอฟต์ ทำให้เธอกลายเป็นตัวละครที่ไม่เหมือนใครเลยในวงการเกม ณ ตอนนั้น เธอมาพร้อมความลึกลับในบทบาทนักสำรวจที่กล้าหาญแนวๆ เดียวกับ Indiana Jones โดนใจเหล่าเกมเมอร์ชายจำนวนมาก สำหรับแฟนๆ วัยรุ่นแล้วเธอคือผู้ที่มีพลังดึงดูดเพศตรงข้าม

ซึ่งเรื่องหลังนี้โดดเด่นเสียจนบดบังคุณสมบัติอื่นๆ ของตัวละคร เน้นรูปลักษณ์ราวกับว่าผู้หญิงเป็นวัตถุตอบสนองทางเพศและความต้องการของผู้ชาย แต่ก็เป็นเพราะสิ่งนี้แหละที่ทำให้ตัวละครของ ลาร่า ครอฟต์ ก้าวขึ้นเป็นจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมของยุค 90 เธออยู่ทุกที่ ขึ้นปกนิตยสารเกมแทบทุกเล่มในฐานะ "สาวที่ร้อนแรงที่สุด" ที่มีหน้าอกหน้าใจตู้มๆ เป็นเหมือน "สมบัติแห่งชาติ" และหลังจากนั้นไม่นานได้มีการนำลักษณะดึงดูดทางเพศมาเป็นจุดขายทางการตลาดของแฟรนไชส์ 
Tomb Raider I-III Remastered 4
ในความเป็นจริงลาร่าเป็นมากกว่าแค่สาวสวยสุดร้อนแรง ผู้เล่นหญิงหลายคนมองเห็นถึงการสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงผ่านตัวละครสาวสุดแกร่งที่มีอิสระในการเดินทางผจญภัยสุดอันตราย ซึ่งตอนนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงคาแรคเตอร์ของตัวละครที่นำไปสู่การถูกมองเป็นวัตถุทางเพศที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนแม้แต่นักพัฒนาเองจำต้องเข้ามาขัดขวางเอาไว้ การฟ้องร้องทางกฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวละครถูกนำไปใช้สื่อในเชิงลามกอนาจารบนหน้าปกหนังสือ Playboy

ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน Tomb Raider ก็โด่งดังเป็นพลุแตก หลังจากภาคแรกออกมาได้เพียงแค่หนึ่งปีไม่นานก็มีภาคต่อ ในทุกเรื่องราวใหม่ๆ เนื้อเรื่องของลาร่าเติบโตขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เราก็ได้รู้เกี่ยวกับอดีตของตัวละครมากขึ้น ฉบับตีความใหม่ๆ ได้สร้างตัวตนของตัวละครขึ้นมาให้เป็นคนที่มีเรื่องราวลึกซึ้งและดราม่า แม้ว่าภาพลักษณ์จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ลักษณะของเรื่องราวในอดีตที่แปรเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้เธอเป็นเหมือนภาพวาดที่ขอให้เราเข้าไปสำรวจและตีความใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ผู้เล่นทุกกลุ่มสามารถสัมผัสได้
 

เส้นทางสู่ Hollywood


ในปี 2001 มีการสร้างภาพยนตร์ Hollywood ที่ดัดแปลงมาจากเกมนี้ โดยได้ Angelina Jolie มารับบท ลาร่า ครอฟต์ เนื้อเรื่องไม่เหมือนกับต้นฉบับ ลาร่าในเวอร์ชันภาพยนตร์เป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 13 ปี หลังจากที่พ่อเธอจากไป โดยที่แม่ของเธอก็เสียไปตั้งแต่เธออายุยังน้อย การค้นพบนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับพ่อได้นำเธอเข้าสู่การเดินทางเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับความตายอันลึกลับ ขณะที่เธอต้องเผชิญหน้ากับ Manfred Powell และ Illuminati ในการค้นหาวัตถุโบราณที่หายสาบสูญ

ในแง่การผจญภัยทำได้น่าพึงพอใจระดับหนึ่ง ซึ่งหนังเรื่องนี้เจาะลึกเรื่องราวมากกว่าในเกม โดยที่ยังคงภาพลักษณ์และความรู้สึกของตัวเกมต้นฉบับเอาไว้ ที่จริงแล้ว Blond จำได้ว่ามีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า Jolie พูดถึงเรื่องน้ำเสียงและแนวทางการแสดงเมื่อต้องมารับบทเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าลาร่าคนนี้จะเป็นตัวละครที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากเรื่องราวเบื้องหลังที่ขยายออกไปมากขึ้น
Tomb Raider 2001 Jolie
"ฉันรู้จักเพื่อน[ที่]กำลังทำงานเกี่ยวกับหนัง เขาแวะมาหาและเล่าให้ฟังว่าการได้พบเธอน่ายินดีแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้า Angelina Jolie ก็พูดอะไรสักหน่อย พวกเขาเลยบอกว่าฉันเป็นเพื่อนของพวกเขา ซึ่งโจลี่บอกว่าเยี่ยมมาก โจลี่บอกว่าเธอฟังเสียงของฉันครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อหาโทนเสียงที่เหมาะสมกับบท นั่นคือเรื่องจริงมั้ยน่ะเหรอ? ก็ไม่รู้เหมือนกัน เธออาจจะทำตัวน่ารักและใจดีเพราะรู้ว่าฉันจะได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้นภายหลัง แต่ฉันคิดว่าเธอเหมาะกับบทนี้ที่สุด"
 

การนำมารีบูตหลายครั้ง


ภาพยนตร์ปี 2001 ยังห่างไกลจากการพยายามพัฒนาหรือรีบูตตัวละครของลาร่า ครอฟต์ ตัวเกมได้รับการรีบูตครั้งแรกในช่วงกลางของยุค 2000 เมื่อทีมพัฒนาเปลี่ยนจาก Core Design เป็น Crystal Dynamics จากเสื้อไลคร่าสีฟ้ามาเป็นเสื้อสีน้ำตาลเข้ม และการออกปล้นสุสานก็มีจุดประสงค์มากขึ้นเมื่อเธอต้องออกตามหาแม่ ล่าร่าและแม่ของเธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงสองคนจากเหตุการณ์เครื่องบินตก แม้ว่าแม่ของเธอจะหายตัวไปอย่างลึกลับในวิหารเนปาลที่ทั้งคู่ใช้เป็นที่หลบภัย ลาร่าได้ทักษะการผจญภัยมาจากพ่อ แต่พ่อก็หายตัวไปเหมือนกันตั้งแต่เธออายุได้เพียง 16 ปี ลาร่าได้กลายมาเป็นนักโบราณคดีเพื่อค้นหาคำตอบ

ลาร่า ครอฟต์ ได้รับการรีบูตต่อในปี 2013 ซึ่งสื่อออกมาเป็นลาร่าที่ลดความเป็นนักปล้นสุสานให้น้อยลงและเน้นการเป็นผู้เอาชีวิตรอดสุดทรหดมากขึ้น พร้อมด้วยเกมเพลย์ที่ยกระดับจากแพลตฟอร์มผจญภัยเป็นเกมแอคชั่นระดับบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างมหาศาลจากเกมในยุคนั้น มันให้มากกว่าประสบการณ์ทางภาพยนตร์ จึงไม่แปลกใจที่การตีความตัวละครแบบนี้ (รับบทโดย Camilla Luddington) กลายมาเป็นแม่แบบที่ถูกเลือกให้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับภาพยนตร์รีบูตปี 2018 ที่แสดงนำโดย Alicia Vikander

ทุกครั้งที่ได้นักแสดงใหม่และจุดเชื่อมโยงใหม่ๆ ตัวละครก็พัฒนาขึ้น โดยที่ยังคงความเป็นลาร่าไว้เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน แต่มีการปรับให้แตกต่างกันเพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนั้น ในช่วงกลางของยุคปี 2000 ตัวตนของเธอในฐานะตัวเอกเพศหญิงค่อยๆ ได้รับการยอมรับ เนื่องจากความสำเร็จของเกมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตลาดมีที่ว่างสำหรับตัวละครแบบนี้ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้กับตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงล้วนของเกม Final Fantasy X-2, Jade จาก Beyond Good and Evil และอีกมากมาย แม้ว่าลาร่าจะเป็นตัวละครที่มีผู้คนชื่นชอบเยอะมาก แต่คาแรคเตอร์ของเธอยังขาดความลึกให้ค้นหาด้านอื่น ซึ่งภายหลังปัญหานี้ได้รับการแก้ไขด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดโดย Toby Gard ผู้ร่วมสร้างต้นฉบับ

ปี 2013 วงการเกมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แฟรนไชส์ Uncharted ที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากแฟรนไชส์ Tomb Raider และอื่นๆ ที่เหมือนกันเช่น Indiana Jones ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของผู้เล่นเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคของเกมมิ่งระดับ HD ที่มาพร้อมกับการเล่าเรื่องแบบฉบับภาพยนตร์ ซึ่งตอนนั้นผู้จัดจำหน่ายอย่าง Square Enix และ Crystal Dynamics รับหน้าที่พลิกโฉม ลาร่า ครอฟต์ อีกครั้งสำหรับเกมมิ่งยุคใหม่ ทำให้เราเข้าใจถึงจิตใจของเธอมากขึ้นกว่าที่เคย แทนที่จะเป็นเพียงแค่การทำภารกิจให้สำเร็จขณะที่ผู้เล่นพาเธอไปยังพื้นที่ถัดไป เราจะได้เห็นผลกระทบทางจิตวิทยาจากการเอาชีวิตรอดของเธอตลอดเหตุการณ์ของทั้งเกมอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม 
Tomb Raider I-III Remastered 3โทนเรื่องเปลี่ยนไปจากยุคแรกโดยสิ้นเชิง แม้แต่ตัว Blond เองก็ยอมรับว่ายากที่จะมองเห็นความคล้ายคลึงระหว่างลาร่าเวอร์ชันของเธอและแบบฉบับอื่นๆ

"ฉันมองเห็นตัวเองในลาร่าเวอร์ชันของฉันมั้ยน่ะเหรอ? แน่นอนอยู่แล้ว ส่วนแบบฉบับอื่นๆ ฉันมองไม่เห็นเลย" Blond กล่าว "นับตั้งแต่นาทีแรกที่เธอได้รับเสียงพากย์ใหม่ เธอก็ได้ชีวิตใหม่ไปด้วย แต่ฉันชื่นชมที่ทุกคนชอบสิ่งนั้น" 

Blond ยังรู้อีกว่าสำหรับผู้เล่นแต่ละคนแล้วความเป็นลาร่าในแต่ละฉบับก็จะเป็นแบบที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุด "บางคนอาจเริ่มติดตามตอนฉบับที่สอง บางคนเริ่มติดตามตอนที่เกมเริ่มมีความเป็นภาพยนตร์มากขึ้นด้วยฝีมือการแสดงของ Camilla Luddington และเวอร์ชันเกมของฉันอาจไม่ใช่หนึ่งในแบบฉบับที่พวกเขารู้สึกสนใจตัวละครมากที่สุดก็เป็นได้"

แต่หากไม่มีการเริ่มต้นออกแบบโดย Core Design และ Blond แล้วล่ะก็ แฟรนไชส์หรือแบบฉบับอื่นๆ ในภายหลังก็คงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ความเป็น ลาร่า ครอฟต์ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่แตกแขนงแยกย่อยมาจากตัวละครเดียวกัน ตัวละครที่ถูกส่งขึ้นท้องฟ้าไปสู่การเป็นดวงดาวแห่งวงการ 

ใครที่อยู่ในยุค 1990 ต้องรู้จัก ลาร่า ครอฟต์ แน่นอน Blond ยังคงจำได้ถึงตอนที่ความนิยมของตัวละครนี้มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง จนรู้สึกได้ว่าโลกของการนำเสนอผ่านทางทีวีและการพากย์เสียงตัวละครต้องมาบรรจบกันโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยที่ยังทำ Trouble TV ซึ่งเธอได้มีโอกาสเข้าร่วมรายการทีวีเด็กเกี่ยวกับการรีโนเวทบ้านที่มีชื่อว่า Room Raider
 

ไตรภาคฉบับรีมาสเตอร์


ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงและตัวเกมเองก็ก้าวล้ำไปไกลกว่ายุคแรกอย่างมาก ก้าวแรกที่กล้าหาญสู่โลก 3 มิติของ Tomb Raider และผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันในช่วงปี 1990 เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์อย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับเกมยุคนี้ที่โดนใจทั้งผู้เล่นที่เคยสัมผัสมาก่อนและแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่อยากจะลองสัมผัสประสบการณ์เกมในอดีต

แต่การทำให้เกมเหล่านี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นทั้งหมดได้ขณะที่ยังคงความคลาสสิกในแบบผู้เล่นเก่ายังจดจำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานที่ Aspyr ได้รับมอบหมายให้ทำการรีมาสเตอร์สามภาคแรกของ Tomb Raider สำหรับยุคใหม่ พวกเขาใช้แนวทางที่ทำให้เกมเรียบง่ายมากขึ้นสำหรับผู้เล่นกลุ่มใหม่โดยที่ไม่นำเอกลักษณ์ที่เป็นตัวนิยามประสบการณ์สำหรับแฟนพันธุ์แท้ออกไป

"หลักการ[ของการตัดสินใจสร้าง]ของเราคือสงวนสิ่งที่น่าอัศจรรย์เอาไว้ [พร้อมกับ]การแก้ไขจุดที่มีปัญหา" Chris Bashaar ผู้อำนวยการผลิตของ Aspyr อธิบาย "ในการสร้าง Tomb Raider I-III Remastered เราต้องการหาทางปรับปรุงกราฟิกให้ทันสมัย โดยที่ยังมีตัวเลือกให้ผู้เล่นได้เลือกระหว่างระบบดั้งเดิมที่เป็นการการควบคุมแบบแทงก์ (Tank Controls) และการควบคุมแบบยุคใหม่ การอัปเดตระบบควบคุมนี้ เราใช้แรงบันดาลใจจากยุค Legend และ Anniversary รวมถึง Underworld ของ Tomb Raider ซึ่งรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลาร่าเกือบทุกอย่าง แกนอนาล็อกขวาควบคุมมุมกล้องทั้งหมด และลาร่าจะเดินไปในทิศทางที่อ้างอิงจากตำแหน่งของมุมกล้อง"
Tomb Raider I-III Remastered 2
ผู้ที่ต้องการใช้งานการควบคุมแบบแทงก์ดั้งเดิมที่ให้ประสบการณ์แบบคลาสสิกก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนผู้เล่นส่วนมากที่คุ้นชินกับดูอัลอนาล็อกของยุคใหม่มากกว่าก็จะมีตัวเลือกให้ใช้งานระบบที่ตนเองคุ้นเคย Bashaar อธิบายว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับภาพของเกมที่ได้รับการรีมาสเตอร์ด้วยเทคนิคสมัยใหม่ขณะที่ยังคงความเป็นต้นฉบับเอาไว้ 

"เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Crystal Dynamics เพื่อเพิ่มเอฟเฟกต์แสงแบบเตรียมไว้ล่วงหน้าและแบบเรียลไทม์ พร้อมกับโมเดล สภาพแวดล้อม และศัตรูใหม่ๆ ทุกการเปลี่ยนแปลงอิงตามการเปรียบเทียบแบบเคียงคู่เพื่อให้ตรงกับบรรยากาศเดิมของทุกเนื้อหา เรารักษาความเป็นเรขาคณิตแบบเดิมไว้เพื่อให้แน่ใจว่าการปรับปรุง Tomb Raider ครั้งนี้จะยังคงให้ฟีลเหมือนเดิม"

ดังนั้นประสบการณ์แบบคลาสสิกที่หลายคนคิดว่าไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุการเข้ากันไม่ได้กับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่หรือการควบคุมที่อืดอาดของต้นฉบับ ทั้งหมดจะสามารถเข้าถึงได้สำหรับกลุ่มผู้เล่นทุกยุคสมัย เกมไตรภาคต้นฉบับของ Tomb Raider ไม่ได้ยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ในฐานะประสบการณ์การผจญภัยแสนสนุก แต่นับเป็นชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมป๊อบที่ต้องอนุรักษ์และจดจำ แน่นอนว่าวงการเกมในวัฒนธรรมป๊อบคงไม่เหมือนเดิมหากไม่มีแบบฉบับต่างๆ ของลาร่า ครอฟต์

"เมื่อเร็วๆ นี้มีสารคดี Disney เรื่องหนึ่งที่ทำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงยุค 1990 และมีตอนหนึ่งที่ชื่อว่า Girl Power ซึ่งพวกเขาต้องการสัมภาษณ์ฉันเกี่ยวกับลาร่า" Blond บอกให้ทราบตอนที่กำลังจะจบการสนทนา "ยุคเดียวกับที่มี Spice Girls และพวกเขาก็ต้องการสัมภาษณ์ฉัน! เหลือเชื่อมาก แต่แสดงให้เห็นว่าลาร่าส่งผลกระทบต่อวงการ นั่นหมายความว่าลาร่ามีความพิเศษ"

"ยอดเยี่ยมมากๆ กับสิ่งที่ลาร่าทำไว้หลังจากหลายปีผ่านไป"