
Apex Legends: จากภาคต่อของ Titanfall สู่ผลงานแบทเทิลรอยัลชิ้นเอก

ในช่วงแรก Apex Legends มี Legend เพียง 8 ตัวละครเท่านั้น ซึ่งแต่ละตัวเป็นตัวแทนของคลาส Gibraltar คือตัวแทงก์, Bloodhound คือตัวสอดแนม, Lifeline คือตัวฮีล เป็นต้น 5 ปีและ 21 ฤดูกาลให้หลัง Legend ได้เพิ่มขึ้นเป็น 26 ตัวละคร โดยมี Alter วายร้ายจอมโกงเป็นตัวละครล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาในเกม
แล้วก็ยังมีแผนที่ต่างๆ ที่ปรับปรุงอยู่ตลอด ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงจากแผ่นดินไหวในแผนที่ Kings Canyon ไปจนถึงความลับที่ซ่อนอยู่และบันทึกเสียงที่อยู่ในซอกมุมต่างๆ ของ Apex Legends ซึ่งทั้งสองแผนที่นี้แตกต่างจากตอนที่เกมเปิดตัวในปี 2019 อย่างมาก

Apex Legends มีกำหนดเปิดตัวบน Epic Games Store ในวันที่ 6 สิงหาคม ก่อนที่จะเปิดตัวบน Epic Games Store เราได้พูดคุยกับ Respawn Entertainment เกี่ยวกับวิวัฒนาการของเกมแนวแบทเทิลรอยัลสุดฮิตนี้ ตั้งแต่การสร้างสรรค์เรื่องราวที่น่าติดตามในแนวเกมที่เดิมทีมักจะมีการเล่าเรื่องไม่มากนัก ไปจนถึงความท้าทายในการทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เล่นทั้งใหม่และเก่า โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นฆ่ากันเก่งมากอย่างน่าประหลาดใจ

เส้นทางที่คาดไม่ถึง
ขณะนี้ Apex Legends ได้อยู่ในปีที่ 5 แล้ว ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามอง เนื่องจากเกมแนวแบทเทิลรอยัลนั้นมีคู่แข่งแววดีมากมาย ตั้งแต่ The Culling ไปจนถึง Fallout 76: Nuclear Winter และแม้ว่าอายุที่ยืนยาวของ Apex Legends ไม่ได้มาจากโชคชะตาซะทีเดียว ความสำเร็จครั้งใหญ่ของเกมนี้ก็มาจากวิธีการที่คาดไม่ถึง เริ่มจากการประกาศและเปิดตัวเกมแบบเซอร์ไพรส์ในปี 2019
ในขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วมากของ PUBG: BATTLEGROUNDS และ Fortnite ได้ปูทางให้กับแนว Battle Royale ซึ่งกำลังขยายตัว Respawn Entertainment ได้มีแผนสร้างเกม Titanfall ภาคสาม โดยคงไว้ซึ่งสูตรเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วกลายเป็นเกม Apex Legends ในที่สุด
ทีมงานยึดแนวคิดแบทเทิลรอยัลแบบทีมเป็นหลัก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก ภายในเดือนแรกหลังจากเปิดตัว Apex Legends มีผู้เล่นกว่า 50 ล้านคน
"Apex Legends คือเกมแนวแบทเทิลรอยัล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสร้างและหาสมดุลให้กับอาวุธของเราทั้งหมด ไอเทมของเราในเกม และตัวละครของเราในเกม" Devan McGuire หัวหน้านักออกแบบ Legend "นี่คือเกมเล่นเป็นทีม ทีมคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตัวละครตัวเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ในเกมนี้ได้ ตัวละครได้ถูกสร้างและออกแบบมาให้ต้องพึ่งพาอาศัยตัวละครอื่นๆ เพื่อเติมเต็มจุดด้อยของกันและกัน"
ปรัชญาหลักนี้นำทางการอัปเดตต่างๆ และวิวัฒนาการของ Apex Legends ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยที่ Respawn ได้หล่อหลอมเกมให้กลายเป็นลูกผสมระหว่างเกมแนวแบทเทิลรอยัล / เกมยิงแนวฮีโร่ที่น่าเวียนหัว ปืนและทักษะยังคงเป็นใหญ่ และ Respawn ได้เพิ่มคลังอาวุธและอุปกรณ์เสริมที่ผู้เล่นใช้ได้เข้ามาอย่างเป็นระบบ
"เกมยิงแนวฮีโร่อื่นๆ จะเน้นตัวละครเป็นศูนย์กลาง โดยตัวละครจะถูกนิยามโดยอาวุธที่ใช้" McGuire กล่าว "ความสามารถของตัวละครต่างๆ ใน Apex Legends เป็นกลยุทธ์ที่สร้างโอกาสให้ผู้เล่นใช้ประโยชน์จากจังหวะที่โชว์ทักษะการยิงได้ หรือเพื่อ... หมุนตัวและจัดตำแหน่งเพื่อให้ได้เปรียบในการเผชิญหน้าครั้งต่อไป"
กลไกการเคลื่อนไหวก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งใน Apex Legends เช่นการตกจากที่สูง ซึ่งไม่ได้ทำให้พลังชีวิตลดลง แต่จะลดความเร็วในการเคลื่อนไหวชั่วคราวและทำให้หยิบอาวุธได้ช้าลง ผู้เล่นที่ทักษะสูงกว่าสามารถใช้ประโยชน์จากการกระโดดร่ม ซึ่งจะเพิ่มความเร็วได้โดยการกำหนดทิศทางให้ถูกต้องขณะที่ร่อนลงมา
"เราเชื่อว่าเรามีระบบการเคลื่อนไหวและการยิงปืนที่โดดเด่นเฉพาะตัวในเกม Apex Legends โดยเหล่า Legend และความสามารถอันโดดเด่นของแต่ละตัวละครจะช่วยยกระดับประสบการณ์นั้น แนวคิดนี้ชี้นำแนวทางของ Legend, ปืน และระบบการเล่นทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น" Evan Nikolich ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบกล่าว

ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด
แม้ว่า Apex Legends จะมีอายุ 5 ปีแล้ว Respawn ก็ไม่ได้เกรงกลัวที่ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับสูตรที่มีอยู่แล้ว จริงๆ แล้ว McGuire เชื่อว่านี่เป็นหนทางที่จะเพิ่มความสดใหม่ให้กับเกมสำหรับผู้เล่นที่เล่นมานานแล้ว
อัปเดตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ Apex Legends ได้ถูกเพิ่มเข้ามาใน Season 20 เมื่อต้นปีนี้ โดยที่ระบบ Legend Upgrade ได้เข้ามาแทนที่ Evo Shield
นับเป็นเวลาหลายปี ที่ผู้เล่นเสริมชุดเกราะโดยใช้ Evo Shield ซึ่งเป็นไอเทมที่กระจายอยู่ในแผนที่ Season 20 ทำให้ผู้เล่นเสริมชุดเกราะ (ที่ในตอนนี้เรียกว่า Legend Armor) โดยการเก็บแต้ม Evo เช่น โดยการสร้างความเสียหาย ชุบชีวิตเพื่อนร่วมทีม หรือแม้แต่เปิดถังไอเทม
ซึ่งจะทำให้เกมพึ่งดวงน้อยลง เพราะก่อนหน้านี้ ผู้เล่นอาจบังเอิญเจอ Evo Shield แล้วนำมาเสริมเกราะของตนได้ "การนำชุดเกราะออกจากการเป็นไอเทมที่เก็บได้ แล้วเปลี่ยนเป็นสิ่งที่คุณได้จากการต่อสู้แทนนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" Nikolich กล่าว "นอกจากนี้ แผนผังอัปเกรดสำหรับ Legend แต่ละตัวยังเพิ่มความหลากหลายในการใช้ทักษะเกมเพลย์มากขึ้นไปอีก และทำให้เรารู้สึกได้ว่า Legend แต่ละตัวมีความโดดเด่นเฉพาะตัวขึ้น"
"ซีซันนั้นเสี่ยงมาก" McGuire กล่าวเสริม "ซีซันนั้นไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกับ Legend ใหม่ และยังเปลี่ยน Apex Legends ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเปลี่ยนแปลงชุดเกราะ และเรื่องอื่นๆ"
"ข้อดีก็คือการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ Apex Legends มีชีวิตชีวาขึ้นมา" McGuire กล่าวต่อ "ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเกมสำหรับผู้เล่นที่รู้สึกว่าเกมเริ่มซ้ำซาก และเพิ่มปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาสำหรับผู้เล่นและตัวละครของพวกเขา อีกทั้งยังเพิ่มวิธีใหม่เพื่อสัมผัสและเล่นเกมในแบบที่แตกต่างจากที่เคยทำมา"
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างใน Apex Legends (อย่างน้อยก็สำหรับ McGuire) คือแผนที่ Olympus ในซีซัน 7 และฟีเจอร์ต่างๆ ที่เพิ่มเข้าไปในแผนที่แดนสวรรค์ลอยฟ้านี้ เช่น การเพิ่มยานพาหนะ
"ผู้เล่นเริ่มรู้สึกเบื่อแผนที่สองแห่งที่เรามี" McGuire กล่าว "Olympus นั้นเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับทั้งบรรยากาศและการเล่นเกม และยังมาพร้อมกับสไตล์การออกแบบด่านที่หลากหลาย แถมยังมี Horizon และกลยุทธ์บ้าๆ และความสนุกอีกเพียบที่เธอเพิ่มเข้ามาในเกมในตอนนั้น"

การปรับสมดุล
ตั้งแต่เกมเปิดตัว Respawn ได้อัปเดต Apex Legends ไปมากมาย พวกเขาได้เพิ่มโหมดเกมต่างๆ เข้ามา เช่น Ranked Leagues และ Mixtapes (ซึ่งบางโหมดก็กลับมาในรูปแบบโหมดจำกัดเวลา) และพวกเขายังได้เพิ่มฟีเจอร์ระยะยาวต่างๆ เช่น ระบบประดิษฐ์ที่ให้ผู้เล่นรวบรวมสิ่งของและสร้างไอเทมได้
แผนที่ก็มีการอัปเดตอยู่เสมอด้วยฟีเจอร์สภาพแวดล้อมใหม่ๆ เช่น การเพิ่ม Leviathan เข้ามาในตอนต้น ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพ่นพ่านอยู่ใน Apex Legends และก็ยังมีการเพิ่มแผนที่ที่มีฟีเจอร์ที่โดดเด่น อย่าง น้ำพุร้อนหรือคลังอาวุธเคลื่อนที่เข้ามาในซีซันต่อๆ ไป
นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตระบบพื้นฐานของเกม เช่นการจัดประเภท Legend เป็นคลาส 5 คลาสในซีซัน 16 ซึ่งแต่ละคลาสก็มีสิทธิประโยชน์ของตนเอง การเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นรุ่นเก่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อาจทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่หรือผู้เล่นประสบการณ์น้อยหวั่นใจได้ อัปเดตต่างๆ ยกระดับเพดานทักษะที่สูงอยู่แล้วใน Apex Legends ขึ้นไปอีก โดยเพิ่มกลไกใหม่ๆ ให้ผู้เล่นได้เรียนรู้และฝึกฝน
"ตอนที่เราเปิดตัว Apex Legends ครั้งแรก จุดเด่นอย่างหนึ่งของเกมคือคุณสามารถโหลดเกมขึ้นมา เล่นผ่านบทสอนที่เรียบง่าย เช็กว่าคุณเคลื่อนไหวและยิงปืนได้ แล้วก็หากระสุนมาใช้ แล้วคุณก็เล่นได้แล้ว คุณเข้ามาในเกม แล้วก็ทำความเข้าใจไประหว่างเล่น" McGuire กล่าว "และความสุขส่วนหนึ่งก็อยู่ที่สิ่งที่คุณค้นพบ 'อ๋อ อุปกรณ์นี้ใช้ได้กับอาวุธชิ้นนี้นะ และฉันต้องใช้ไอเทมนี้แบบนี้ หรือว่าความสามารถฉันทำแบบนี้ได้'"
"แต่เนื่องจากเกมเปิดมานานแล้ว ผู้เล่นเลยมีความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับเกมเยอะมากอยู่แล้ว การเข้ามาเล่นใหม่หลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎต่างๆ และตัวละครใหม่ทั้งหมด ทำให้มีปัจจัยเพิ่มขึ้นหลายอย่างที่คุณต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกมก่อนที่จะหยิบอาวุธขึ้นมาใช้และยิงปืนครั้งแรก และไม่ตายเสียเอง" McGuire กล่าวต่อ
ความกังวลนี้มาจากปัจจัยอีกอย่างด้วย: ผู้เล่น Apex Legends ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้เล่นเกมจนเก่งมากๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เล่นใหม่จะตายบ่อยและล้มเหลวในเกมแบทเทิลรอยัล แต่การตายเป็นอะไรมากกว่าพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านที่ชวนให้ท้อแท้ใน Apex Legends ความรู้สึกที่ว่าคุณเป็นจุดอ่อนของทีมนั้นทำให้เสียกำลังใจอย่างมาก
Nikolich กล่าวว่าการปรับสมดุลในเกมให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ของ Respawn สำหรับเกม Apex Legends "เรารู้ว่าผู้เล่นหลักๆ ของเราเล่นเก่งแค่ไหน และเราต้องสร้างหนทางที่สนุกสนานให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ เรายังบอกรายละเอียดแผนไม่ได้ แต่เรากำลังสร้างระบบจับคู่และเน้นย้ำองค์ประกอบต่างๆ ของประสบการณ์การเข้าเล่นใหม่ โดยจะเริ่มนำมาใช้ในอีกไม่กี่ซีซันข้างหน้า"
"[เราอยาก] ให้ผู้เล่นใหม่มีพื้นที่สบายๆ ไว้เรียนรู้ทักษะ เพื่อลดทักษะโดยรวมที่จำเป็นสำหรับผู้เล่น เพื่อให้เกมสมดุลมากขึ้นสำหรับผู้เล่นที่ยังเล่นไม่เก่ง [และ] ทำให้เกมนี้เป็นที่ที่สะดวกสบายมากขึ้นสำหรับการแข่งขัน ทดลองความสามารถ และค้นพบสิ่งต่างๆ" McGuire กล่าวเพิ่มเติม

เพิ่มเรื่องราวให้กับการต่อสู้
แน่นอนว่าการอัปเดตมากมายตลอดเวลาหลายปีนั้นไม่ได้มีแต่การเปลี่ยนแปลงกลไกใน Apex Legends แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวโดยรวมของเกมด้วย เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจาก Frontier War ของ Titanfall เดิมที Apex Legends เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬานองเลือดทางทีวีที่ชื่อว่า Apex Games ซึ่งจัดขึ้นที่ Kings Canyon
หลังจากหายนะหลากหลายครั้ง ในที่สุด Apex Games ก็ถูกย้ายไปจัดที่แผนที่อื่น เช่น World's Edge และ Olympus เหตุการณ์สำคัญเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับการเพิ่ม Legend ใหม่ที่จะเข้ามาร่วมแข่งขันใน Apex Games
เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ค่อยๆ ถูกเพิ่มเข้ามาใน Apex Legends และทีมงานที่ดูแลเนื้อเรื่องจะต้องหาทางใส่เนื้อเรื่องเข้ามาระหว่างนั้น โดยเปลี่ยนแปลงแผนที่หรือใส่เรื่องราวเบื้องหลังให้กับการออกแบบตัวละคร
"เราได้ลองใช้วิธีที่แตกต่างกันในการนำการเล่าเรื่องมาสู่เกมแนวแบทเทิลรอยัล เนื่องจากยังไม่มีสูตรสำเร็จในวงการนี้ จึงเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ที่จะนำสิ่งนี้เข้ามาโดยที่ไม่ส่งผลต่อระบบการเล่นหลักของ Battle Royale" ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อเรื่อง Amanda Doiron กล่าว "นี่เป็นเรื่องของการหาคำตอบว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นสนใจในโลกใบนี้และตัวละคร และภายในเกมคืออะไร"
Manny Hagopian ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อเรื่องคนก่อนหน้าก็ได้เน้นประเด็นนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งเขาได้เขียนถึงความกังวลในช่วงแรกตอนเขียนบทให้กับ Apex Legends ขณะที่เกมเปลี่ยนแนวไปเป็นแนวแบทเทิลรอยัล ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือแนวเกมที่เนื้อเรื่องมักเป็นรองการต่อสู้ หรือแทบจะเป็นสิ่งที่เพิ่มๆ เข้ามาทีหลังด้วยซ้ำ
Hagopian ประหลาดใจที่ทีมงาน Apex Legends กลับไปถามไอเดียและขอคำปรึกษาเขาอยู่เรื่อยๆ ว่าเรื่องราวจะส่งผลต่อองค์ประกอบอื่นๆ ของเกมอย่างไร ตั้งแต่ตัวละครไปจนถึงแผนที่
"[การแต่งเนื้อเรื่องให้กับ Apex Legends] ให้ความรู้สึกเหมือนเกมต่อสู้มากกว่าเกมยิงในมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบเดิมๆ ในแง่ที่ว่า 'นี่คือตัวละครชุดใหญ่ของเรา เลือกนักสู้ของคุณเลย' ซึ่งแต่ละตัวละครก็มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจได้อย่างนั้น มุมมองนี้ได้เปลี่ยนไอเดียแรกเริ่มว่าเราทำอะไรได้บ้างในเชิงเนื้อเรื่อง" Ashley Reed หัวหน้าฝ่ายเนื้อเรื่อง กล่าว
การหาสมดุลระหว่างการออกแบบเกมและการเล่าเรื่องนั้นเป็นความท้าทายเสมอในการสร้างเกม แต่จะสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ Respawn และ Apex Legends เพราะตัว Legend เองเป็นจุดสนใจหลัก Legend แต่ละคนต้องมีบุคลิกนิสัยเฉพาะตัวและสไตล์การเล่นที่แตกต่าง การคงไว้ซึ่งความแตกต่างนี้ในทุกโหมด ทุกแผนที่ และทุกทีมนั้นสำคัญต่อการออกแบบ Legend ในแต่ละซีซัน
"ฉันได้ทำ Legend ทุกตัวตั้งแต่ Horizon และฉันคิดว่าสิ่งที่ยังคงได้ผลดีมาตลอดคือความเข้าใจที่ว่าการออกแบบต้องมาก่อน" Doiron กล่าว ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครตัวร้ายที่ "เพียงอยากเห็นโลกมอดไหม้" จะไม่เหมาะกับตัวละครสายฮีลเลอร์หรือสายฟื้นพลัง เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนของตัวละคร
"เช่น ฉันอยากให้ Alter เป็นคนที่ชอบคิดนอกกรอบและเฉลียวฉลาด" Doiron กล่าวต่อ "เราเลยต้องมาคิดกันว่าตัวละครนี้ควรมีพื้นเพแบบไหนจึงจะเหมาะ พอระดมสมองกันคิดรูปแบบและพลังตัวละคร 20 แบบ สุดท้ายเราก็เลือกให้เป็นตัวละครแนวตัวโกงแสนเจ้าเล่ห์"
"ฉันจำได้ว่าตอนที่ทำตัวละคร Newcastle หรือ Jackson เราโยนไอเดียกันไปมาถึงแก่นของตัวละครนั้น แล้วนำแก่นนั้นกลับมาปรับใช้ในวิธีการที่ตัวละครแสดงออกถึงความสามารถของเขา" McGuire กล่าวเพิ่มเติม "ท่าไม้ตายของเขามีหลากหลายรูปแบบจนกระทั่งเราตัดสินใจให้ตัวละครนี้ออกมาเป็นแนวอัศวิน เป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์ เราเลยให้เขาสามารถนิมิตปราสาทขึ้นมาเวลาที่เขากระโจนเข้าไปเป็นเกราะกำบังให้พันธมิตรของเขา"

การขยายมุมมองในการเล่าเรื่องเชิงโต้ตอบ
หนึ่งในเครื่องมือการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์มากใน Apex Legends คือระบบการสนทนาที่มีชีวิตชีวา ระบบนี้ทำให้เราได้เห็นเหล่า Legend โต้ตอบกันในเกม ยกตัวอย่างเช่น Loba จะชอบพูดจาอ้อล้อกับ Legend คนอื่นๆ หรือบ่นเสียอารมณ์เมื่อต้องฟื้นคืนชีพ Revenant ซึ่งเป็น Legend ที่เธอไม่ถูกชะตาด้วยอย่างมาก
"ฉันคิดว่าระบบการสนทนาที่มีชีวิตชีวาของเราน่าจะเป็นหนึ่งในฟีเจอร์การเล่าเรื่องที่ได้ผลมากที่สุด เพราะเป็นการใช้ประโยชน์จากระบบต่างๆ ที่เรามีอยู่แล้วอย่างเต็มที่ในการเล่าเรื่อง ซึ่งเราได้ผลลัพธ์ที่ดีมาหลายซีซันแล้ว " Reed กล่าว
นอกจากนี้ Doiron ยังอธิบายให้ฟังว่าการตัดสินใจด้านเนื้อเรื่องจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่มุ่งเน้นตัวละครเป็นหลักใน Apex Legends ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของเกม เพราะไม่มีตัวละครที่ไม่ใช่ผู้เล่นที่ผู้เล่นสามารถโต้ตอบด้วยได้ (อย่างน้อยก็ในเวลานี้)
"เราพบว่าการทำให้ทุกอย่างสอดคล้องกับตัว Legend รวมไปถึงความสัมพันธ์ แรงจูงใจ และบุคลิกนิสัยเฉพาะตัวของพวกเขา เป็นแนวทางการเล่าเรื่องที่ได้ผลดีที่สุดในเกมของเรา เพราะคุณจะต้องใช้เวลาอยู่กับ Legend เหล่านี้ในเวลาที่เล่นเกม" Doiron กล่าว
แม้ว่าทางทีมจะมีอิสระในการทดลองแนวทางการเล่าเรื่องหลายแนว แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
"ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ลืมว่าเหนือสิ่งอื่นใด เราเป็นวิดีโอเกม และผู้เล่นเข้ามาเพื่อเล่นเกมของเรา การเล่าเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเล่นนั้นได้ แต่ไม่ควรดึงความสนใจจากการเล่น ไม่ควรมีช่วงไหนของเกมที่คนรู้สึกว่า "โอ้ เนื้อเรื่องมาแล้ว ขอวางจอยก่อน เดี๋ยวจะไปทำแซนด์วิชรอ" Reed กล่าว "ในเวลาเดียวกัน ความคิดที่ว่า "ฉันขอเขียนความนึกคิดของ Wraith ยาว 5 หน้าได้ไหม" นั้นเกิดขึ้นง่ายมาก ฉันก็อยากทำมาก แต่คนไม่ได้มาเล่นเพื่อจุดประสงค์นี้"
ใน Season 4 เราได้เห็น Respawn ท้าทายขอบเขตของการเล่าเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากตัวเกมเอง โดยมีข่าวลือออกมาว่า Forge จะเป็น Legend ของซีซันที่กำลังจะมาถึงก่อนที่จะเผยว่าเป็นการสับขาหลอก
ด้วยความรู้สึกอัดอั้นใจของทีมที่มีต่อนักขุดหาข้อมูลทั้งหลายที่คอยจะปล่อยข่าวเรื่องอัปเดตของซีซันถัดไป ทางทีมจึงได้สร้าง Forge ขึ้นมาเพื่อหลอกนักขุดหาข้อมูลทั้งหลายหลังจากที่เคยมีการแอบปล่อยข่าวของ Legend ก่อนหน้านี้ที่ชื่อว่า Revenant นอกจากนี้ยังมีการแอบปล่อยภาพคอนเซ็ปต์และรายละเอียดปลอมๆ ของ Forge อย่างท่า Pull Shot และ Ground Slam ของเขา ซึ่งสร้างความบันเทิงใจให้กับทีม Respawn อย่างมาก ในที่สุด Forge ได้พบกับจุดจบนองเลือดจากฝีมือของ Revenant ตามที่มีการเผยในวิดีโอตัวอย่าง "Up Close and Personal" ของซีซันนี้
"นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงครั้งสำคัญจากสิ่งที่เราเคยเห็นมาก่อนด้วย" McGuire กล่าว ก่อนหน้านี้ "ทุกอย่างดูสบายใจ มีความสุข ทะเล้น"
"เดิมทีรุนแรงกว่านี้อีก" Reed กล่าว "สำหรับการตายของ Forge เราต้องลดความรุนแรงลงมา เราท้าทายขอบเขตของการจัดเรตมากไปหน่อย Revenant เป็นตัวละครที่ท้าทายการจัดเรตมาเสมอ เขาคือความสุดโต่งของเรา"

การชะลอเนื้อหาใหม่ๆ
เนื้อเรื่องที่ครอบคลุมหลายแง่มุมของ Apex Legends อาจช่วยให้ผู้เล่นที่เล่นมานานสามารถดื่มด่ำกับจักรวาลที่ซับซ้อนของเกมได้ง่ายขึ้น แต่การเข้าสู่เกมในฐานะผู้เล่นใหม่ของ Apex Legends อาจคล้ายกับการเริ่มดูซีรีส์โทรทัศน์กลางซีซัน ความสับสนก็ย่อมเกิด แน่นอนว่าผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมีความรอบรู้แบบเจาะลึกเกี่ยวกับตัวละครใน Apex Legends เพื่อที่จะยิงหัวศัตรูอย่างแม่นยำได้ แต่การรู้เรื่องราวเบื้องหลังจะทำให้เกมลึกซึ้งและสนุกขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้เล่นที่ชอบคาดเดาที่มาที่ไปของเรื่องราวในเกม
"ยิ่งมีการเพิ่มเนื้อหาเท่าไร ทั้ง Legend ที่เพิ่มขึ้นและเส้นเรื่องที่เพิ่มขึ้น มันถึงจุดที่ว่า หากคุณไม่ใช่ผู้เล่นสายฮาร์ดคอร์ คุณจะเริ่มตามไม่ทันแล้ว" Doiron อธิบาย "มุมมองของเราตอนนี้เลยเป็นการเล่าเรื่องที่ยังคงยกย่อง Legend ต่างๆ ของเราและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้รู้เรื่องราวของ Apex Legends ทั้งหลายมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องรู้อดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่คุณค้นพบ คุณสนุกกับมันและเข้าใจบริบทของเนื้อหาใหม่นั้นโดยที่ไม่ต้องรู้สึกกดดัน"
นับว่าเป็นเรื่องการหาความสมดุลอีกเช่นเคยระหว่างการสร้างสิ่งที่น่าสนใจให้กับผู้เล่นปัจจุบันโดยไม่สร้างภาระมากเกินไปให้กับผู้เล่นใหม่ๆ หรือผู้เล่นที่เพิ่งกลับมาเล่น โดย Respawn ได้กลับมาทบทวนประเด็นนี้มาหลายเดือนแล้ว
ในมุมมองของ Reed มีเหตุผลหนึ่งที่ Respawn ได้ชะลอการเปิดตัว Legend ใหม่ๆ ที่เคยมาพร้อมกับแต่ละซีซัน "เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เราคิด Maggie ขึ้นมา ผู้เล่นต่างพูดกันว่า "ตื่นเต้นจังที่จะได้เล่นตัวละครตัวนี้ แต่ต้องเรียนรู้ตัวละครตัวใหม่และวิธีการต่อสู้ตัวละครนี้อีกแล้ว ใครก็ได้ช่วยที" เพราะฉะนั้นเวลาที่ผู้เล่นเกิดความรู้สึกว่า "หยุดออกเนื้อหาใหม่สักที!" เราก็จะแบบว่า "ก็ได้ เราจะชะลอทุกอย่างลง ผู้เล่นจะได้ทำความคุ้นเคยว่ากลไกเหล่านั้นส่งผลต่อเกมอย่างไร"

การสร้างความพึงพอใจ
Apex Legends ยังคงดึงดูดผู้เล่นจำนวนมาก โดยเมื่อปลายปีที่แล้วมีผู้เล่นรายเดือนถึง 18 ล้านคนตามข้อมูลจากการประชุมทางโทรศัพท์รายงานผลประกอบการของ EA ด้วยแฟนเกมจำนวนมากอย่างนี้ Respawn จะต้องคอยรับฟังเสียงตอบรับจากคอมมูนิตีอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างเช่น ผู้เล่นได้ขอให้อัปเดตมีเกมเพลย์เพิ่มขึ้น "เพื่อให้ผู้เล่นมีเหตุผลใหม่ๆ ให้กลับมาเล่น ให้เล่นต่อ และได้รับประสบการณ์ที่สดใหม่ แม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม" McGuire กล่าว "เรารับฟังความเห็นนี้และพยายามอย่างยิ่งที่จะเปิดกิจกรรมใหม่ๆ ให้ได้เข้าร่วมกัน"
นอกจากนี้ยังมีโหมดเล่นคนเดียวที่มีการร้องขอกันเข้ามาอย่างมาก ทั้งนี้เคยมีการนำมาใช้แล้วในซีซันล่ 2 และกลับมาอีกครั้งในรูปแบบโหมดจำกัดเวลาในซีซันล่าสุด โดยมีการรักษาพลังชีวิตอัตโนมัติเป็นรางวัลสำหรับการฆ่า รวมถึงฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Battle Sense ซึ่งจะไฮไลต์ศัตรูที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมี 50 เมตร
สิ่งสำคัญคือการให้กิจกรรมเหล่านี้เป็นการพักจากเกมแบทเทิลรอยัลหลักขั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สัมผัส Apex Legends ในอีกรูปแบบหนึ่ง McGuire ขอเน้นย้ำว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสหนึ่งที่ผู้เล่นจะได้ลองอะไรใหม่ๆ กับ Legend คนโปรดของตน หรือแม้แต่เพื่อโอ้อวดฝีมือที่บ่มเพาะมาในสถานการณ์ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ในเวลาเดียวกัน Respawn ก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งคอนเซ็ปต์ที่ไม่เข้าท่า ยกตัวอย่างเช่น มีโอกาสน้อยที่ Apex Legends จะเปลี่ยนรูปแบบถาวารมาเป็นเกมแบทเทิลรอยัลที่มุ่งเน้นการโจมตีระยะประชิดที่ผู้เล่นจะห้ำหั่นศัตรูด้วยดาบคาตานะและขวานเล่มใหญ่ แม้ว่า Apex Legends ได้จัดกิจกรรม Final Fantasy VII Rebirth ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาและเหล่า Legend ได้แกว่ง Buster Sword กันอย่างสนุกสนาน แต่การต่อสู้ในลักษณะนี้ไม่น่าจะกลายเป็นฟีเจอร์ถาวรในเกม
"เราเคยทดลองใช้การต่อสู้ระยะประชิดใน Apex Legends แล้ว แต่จะมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นเวลาที่โฟกัสไม่ได้อยู่ที่การยิงปืน อาวุธไม่ได้เป็นตัวเอก" McGuire กล่าว "เป็นการใช้ระบบการจับเป้าอัตโนมัติและการพุ่งเข้าใส่ที่คาดเดาและโต้กลับได้ยาก นั่นทำให้เป็นปัญหา แต่กิจกรรม Final Fantasy VII Rebirth เป็นกิจกรรมที่เจ๋งมาก และเนื่องจากเป็นกิจกรรมชั่วคราว เราได้มีโอกาสสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจในเกม"
ยังมีอีกหลายฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่ในกองไอเดียที่ถูกทิ้งลงถังขยะไปแล้วของ Apex Legends แต่ทางทีมยังลังเลที่จะแบ่งปันว่าฟีเจอร์เหล่านี้มีอะไรบ้าง เพราะบางครั้งอาจมีการรีไซเคิลบางฟีเจอร์เพื่อนำกลับมาใช้ในเกม "สำหรับบางไอเดีย เราได้เลือกใช้บางส่วนและนำไปไว้ในที่อื่นๆ เพื่อสร้างเวอร์ชันที่ดีกว่า" McGuire กล่าว

Apex Legends ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก และไม่มีทีท่าที่จะแผ่วลงเลย โดยมีการวางแผนอัปเดตในอนาคตสำหรับซีซันที่ต่อๆ ไปแล้ว อัปเดตเหล่านี้จะมีอะไรบ้าง สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงในซีซัน 22 ในเดือนสิงหาคมนี้ Reed ยังไม่สามารถบอกอะไรได้มาก แต่ได้ทิ้งปริศนาให้ชวนคิด "สำหรับซีซันถัดไป จับตาดูสิ่งที่อาจจะดูประหลาดและไม่มีคำอธิบาย แล้วลองคิดดูว่ามันคืออะไรกันแน่" เธอหัวเราะ
นอกจากนี้ ในซีซัน 22 นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกับโครงสร้าง Battle Pass โดย Respawn กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้เล่น เพราะเวลาในการปลดล็อกไอเทมระดับสูงจะลดน้อยลง
คุณสามารถเพิ่ม Apex Legends เข้ารายการโปรดของคุณใน Epic Games Store ได้แล้ววันนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่น Epic Games Store จะได้รับ Conduit Epic Bundle ฟรีในเวลาจำกัดด้วย