
การกลับมาอีกครั้งของเกม FMV แนวเกมที่โลกลืม แต่ตอนนี้คือเกมที่ห้ามพลาด

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คำว่า "เกม FMV" หมายถึงแต่หายนะและลางร้ายเท่านั้น ในตอนนั้นเอง CD-ROM ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เราทุกคนต่างประทับใจที่ว่ามันมีความจุมากกว่า Floppy Disk ถึง 450 เท่า พวกเขาก็ต้องหาอะไรใส่ลงไปสินะ และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นวิดีโอฟูลโมชั่นตลกๆ เป็นชั่วโมงที่มีดาราเกรดซีมาเล่นแบบแข็งๆ หน้าสกรีนสีเขียว
แต่ว่าลืมช่วงเวลาเหล่านั้นได้เลย! ลืมเกมอย่าง Ripper กับ Night Trap และ Plumbers Don't Wear Ties ไปได้เลย! ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีฟอร์แมตต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งกล้องคุณภาพระดับถ่ายหนังในราคาไม่แพงช่วยทำให้ผู้ที่เขียนสคริปต์และมีจินตนาการได้ตระหนักถึงศักยภาพของวิดีโอเกมแบบฟูลโมชั่นได้อย่างแท้จริง
The Shapeshifting Detective
เจ้าแห่งการฟื้นฟูเกม FMV ในยุคปัจจุบันคือผู้จัดจำหน่ายอย่าง Wales Interactive เนื่องด้วยเกมที่ยอดเยี่ยมมากถึง 12 เกมที่ Epic Games Store ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 7 ปี หากคิดถึงหนังที่ผู้ชมสามารถตัดสินใจเลือกทิศทางของเนื้อเรื่องให้ตัวละคร (Interactive Movie) ก็ต้องนึกถึงผู้จัดจำหน่ายเจ้านี้นี่แหละ และอาจเรียกได้ว่า The Shapeshifting Detective เป็นเกมของพวกเขาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด D'Avekki Studios ที่เป็นผู้พัฒนากล่าวว่าตัวเกมเป็นแนวปริศนาฆาตกรรมเหนือธรรมชาติที่ผู้เล่นต้องรับบทเป็นนักสืบ ลองเดาสิว่าสามารถทำอะไรได้ แปลงร่างยังไงล่ะ คุณจะได้ใช้ความสามารถนี้เพื่อแปลงร่างเป็นตัวละครอื่น จากนั้นทำการหลอกล่อให้ผู้ต้องสงสัยเผยข้อมูลลับออกมา ซึ่งก็... ดูไม่ค่อยถูกหลักศีลธรรมสักเท่าไร ว่ามั้ย แบบนี้เอาไปใช้ในชั้นศาลไม่ได้แน่ๆ

กลุ่มของนักอ่านไพ่ทาโร่ต์ได้เข้าพักที่เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง พวกเขาสามคนทำนายกันว่าคืนนั้นจะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น แน่นอนว่าเมื่อพวกเขาต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลักสามคน คุณก็ต้องเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับพวกเขา หัวหน้าตำรวจท้องถิ่น และเจ้าของเกสต์เฮาส์ แต่หลังจากนี้คุณจะสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้แล้วก็ใช้ร่างใหม่เพื่อหาข้อมูลจากพยานที่ไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไหร่ คุณต้องทำทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองแล้วก็ต้องพยายามไม่ให้มีใครไหวตัวทัน พร้อมขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัวที่จะช่วยคุณเปิดเผยความลับ
ในส่วนของการแสดงนั้นหลากหลาย บางอย่างก็ทำได้ดี บางทีก็แข็งไปหน่อย แต่เมื่อผ่านช่วงที่ตัวละครมองกล้องแบบไม่ละสายตาไปได้แล้ว คุณจะเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับที่นี่ การไม่พูดนั้นสำคัญพอๆ กับการลงมือทำ การนิ่งเงียบอย่างมีวิจารณญาณหรือการปฏิเสธในบางมุมก็สามารถเปิดช่องทางการสนทนาอื่นๆ ได้ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะต้องคอยโกหกคนนู้นคนนี้เรื่อยๆ ขณะที่ต้องปลอมตัวเป็นหลายๆ คนไปด้วย
Not For Broadcast
Not For Broadcast เป็นการประยุกต์ใช้ FMV สุดล้ำ แทนที่จะยอมรับข้อจำกัดของสิ่งที่ถ่ายทำได้ที่มีจำกัด เกมนี้กลับสร้างคอนเซปต์ใหม่ขึ้นมาบนข้อจำกัดเหล่านี้ คุณจะได้ดูแลฝ่ายผลิตที่เครือข่ายรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 เนื่องจากมีการใช้เทป VHS ที่คุณจำเป็นต้องตัดต่อระหว่างกล้อง เล่นโฆษณา และเซ็นเซอร์ถ่ายทอดสดทั้งหมดที่คุณอาจเจอ อีกทั้งคุณยังต้องตรวจสอบให้ดีว่าระหว่างที่คุณควบคุมรายการต่างๆ และงานอื่นๆ เหล่านี้จะไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ซึ่งปกติมักมีหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันจนคุณแทบจะตอบสนองไม่ไหวเลยล่ะ

เกมเริ่มต้นเหมือนกับฝันร้ายทั่วไปที่เราคุ้นเคย ตัวละครไร้ชื่อของคุณเป็นเบี้ยตัวเล็กสุดในเครือข่ายที่พบว่าตัวเองอยู่ที่บูธโปรดักชั่น พร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น หลังจากรับสาย Dave ที่มีน้ำเสียงห้าว ซึ่งจะบอกคุณว่าวันนี้เขามาทำงานไม่ได้ ข่าวกำลังจะออกอากาศแล้ว และคุณต้องจัดการเองทั้งหมด ยังดีที่ Dave อยู่ในสายและคอยแนะนำทุกอย่างเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์
เกมนี้เป็นเกมสัญชาติอังกฤษที่โดดเด่น ซึ่งมี Teletext (ลองค้น Wikipedia ดูนะ) ที่ทำให้เห็นลักษณะของ UI และมาพร้อมกับการเลียนแบบผังรายการโทรทัศน์ของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ธีมเกมคือตัวเลือกการตัดต่อของคุณและการดำเนินพล็อตเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมืองประชานิยมจะส่งผลต่อความเข้าใจของผู้ชมทั่วไปอย่างไร บอกได้เลยว่าเกมสนุกมากกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งบ่อยครั้งก็น่ากลัว แถมยังมีตัวเลือกให้คุณได้ดูวิดีโอที่ใช้ไปอีกครั้งหลังจากจบบทได้ด้วย
Night Book
อีกเกมของ Wales Interactive แต่ครั้งนี้จากผู้พัฒนา Good Gate Media เกม Night Book เป็นเรื่องราวสยองขวัญสุดลึกลับที่เกิดจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด ในเกมนี้คุณจะได้รับบทเป็นหญิงฝรั่งเศสตั้งท้องชื่อ Loralyn ที่อาศัยอยู่ในลอนดอน และทำงานเป็นล่ามออนไลน์ เธอได้รับการว่าจ้างผ่านเอเจนซี่ให้แปลวิดีโอคอลสำหรับธุรกิจต่างๆ ซึ่งเธอต้องพูดภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และภาษาโบราณที่เกือบจะหายสาบสูญไปแล้วอย่าง Kannar

ในขณะเดียวกัน Pearce สามีของเธอกำลังทำงานที่หมู่เกาะ Godshand ซึ่งมีกำหนดจะสร้างโรงแรมบนที่ดินโบราณ และบางคนเชื่อว่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่นั่นไม่ค่อยจะพอใจนัก ภาษา Kannar ทำให้วิญญาณเหล่านี้ดูมีชีวิต
นอกจากนั้น Loralyn ยังมีพ่ออาศัยที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกับเธอ เขาขังตัวอยู่ในห้องนอน และเชื่อว่าตัวเองถูกวิญญาณที่คล้ายกันเข้าสิง พ่อของเธอจะสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น และชอบส่งเสียงดังน่าตกใจในห้อง
อย่างที่คุณอาจจินตนาการได้ Loralyn เข้าไปพัวพันกับเรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างนี้ ตำรา Kannar โบราณ และหลายๆ ฝ่ายที่สนใจ คุณต้องดำเนินการทุกอยางโดยการควบคุมคอมพิวเตอร์ของเธอ เหตุการณ์ต่างๆ ในเกมจะแสดงผ่านทางวิดีโอคอล ถ้าไม่นับเรื่องวิญญาณชั่วร้าย หลายๆ คนก็ใช้วิธีวิดีโอคอลนี่แหละในช่วงล็อกดาวน์ และแน่นอนว่านี่เป็นสถานการณ์เดียวกับที่เกมสร้างขึ้น นักแสดงทั้งหมดในเกมถ่ายทำส่วนของตนเองโดยลำพังที่ปลายสายของแต่ละคน ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่มีใครโต้ตอบแบบเผชิญหน้ากันเลย
Night Book มีฉากจบน่าจดจำที่แตกต่างกันถึง 15 แบบ และการเล่นรอบหนึ่งคุณอาจต้องดูฉากที่ถ่ายทำเพียง 40 ฉากหรือมากกว่านั้นจากทั้งหมด 223 ฉาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณสามารถเล่นเกมนี้ซ้ำได้หลายรอบเชียวล่ะ บางครั้งสิ่งที่ออกมาคล้ายกันอาจทำให้คุณผิดหวังได้ แต่การข้ามฉากที่เคยเห็นมาแล้วในการเล่นรอบก่อนๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะใช้มันให้คุ้มเพื่อค้นหามุมมองใหม่และตอนจบที่แตกต่างออกไป
Stonekeep
มาลองดูเกม FMV คลาสสิกกันบ้าง แค่อยากจะบอกว่าเกมยุค 90 ก็ไม่แย่ไปทั้งหมดหรอก เพราะการเล่นเกมอย่าง Fox Hunt ทุก 30 ครั้ง ย่อมมีการพยายามใช้รูปแบบที่ฉลาดมากขึ้น และมีไม่กี่เกมที่ดีกว่า Stonekeep

Stonekeep เปิดตัวในปี 1995 โดย Interplay ผู้จัดจำหน่ายที่จะวางขาย Baldur's Gate กับเรา เกมตะลุยดันเจี้ยนมุมมองบุคคลที่หนึ่งนี้สร้างขึ้นในสไตล์คลาสสิกของแนวเกมอย่าง Dungeon Master และ Wizardry แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากที่สุดในตอนนั้น พร้อมภาพพื้นหลังแบบพรีเรนเดอร์และตัวละคร FMV คุณจะได้รับบทเป็น Drake ที่ต้องเข้าไปในเส้นทางเขาวงกตและห้องต่างๆ ที่มีแต่กระจกวิเศษกับคัมภีร์เวทมนตร์ ท้ายที่สุดคุณจะได้ร่วมมือกับสมาชิกปาร์ตี้คนอื่นๆ เรียนรู้การใช้เวทมนตร์ และเอาชนะ Shadow King จอมชั่วร้าย
เดิมทีเกมนี้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นเมื่อปี 1988 ทาง Interplay ตั้งใจจะสร้างเกมให้เสร็จใน 9 เดือนด้วยงบประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากใช้เวลาไปทั้งหมด 7 ปี และทุ่มเงินไปอีก 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในที่สุดก็ได้วางจำหน่ายเกม ตอนนั้นการพัฒนาเกมถูกทำให้ล่าช้าและได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคนั้น ตอนแรกตั้งใจจะวางจำหน่ายในฟลอปปีดิสก์ 8 แผ่น แต่สุดท้ายก็ปล่อยออกมาเป็นซีดีรอมแทน ฉาก FMV เปิดตัวที่ถ่ายทำบนกรีนสกรีน ซึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นหลัง 3 มิติเหมือนเกม Myst เป็นผลงานชิ้นเอกของเทคโนโลยียุค 90 แค่ได้ดูก็มีความสุขแล้ว!
30 ปีต่อมาเกมนี้ยังคงเป็นเกมแนวตะลุยดันเจี้ยนสุดคลาสสิก เสมือนเป็นแคปซูลกาลเวลาที่ทำให้เราเห็นว่าในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 มีการพยายาม FMV ใช้อย่างไร และส่งความสนุกผ่านยุคสมัยมาให้เราเล่นกันในปัจจุบัน
The Complex
เรากลับมาที่ Wales Interactive กันอีกที ครั้งนี้เป็นเกม The Complex ที่ร่วมมือกับ Good Gate Media เดินหน้าสู่ตอนจบของเกมวิชวลโนเวลแบบโต้ตอบ The Complex เป็นเกมภาพยนตร์อินเทอร์แอคทีฟ (Interactive Movie) ที่การตัดสินใจเลือกมีผลกับการดำเนินเรื่อง แม้คุณจะไม่ได้สินใจบ่อยนัก แต่ก็ยังมีผลกับเนื้อเรื่องที่คุณเล่า

เนื้อเรื่องคือหนังระทึกขวัญแนวไซไฟที่คุณต้องรับบทเป็น Dr. Amy นักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยที่เข้าไปเอี่ยวกับการโจมตีทางชีวภาพในลอนดอน Amy ถูกขังอยู่ในห้องทดลองพร้อมออกซิเจนที่จำกัด เธอมีทางเลือกมากมายที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลต่อชีวิตของเธอและคนอื่น ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นหนังสยองขวัญแนววิทยาศาสตร์สุดสยอง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจจริงๆ คือระดับของรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของคุณที่ส่งผลต่อเรื่องราว ฉากจบมีทั้งหมด 9 แบบ บางฉากก็แตกต่างแบบแหวกแนวไปเลย แต่บทบาทของคุณกำหนดได้มากกว่าแค่ฉากจบ ตัวเลือกที่คุณตัดสินใจในช่วงแรก และความสัมพันธ์ที่คุณมีกับตัวละครอื่นๆ สามารถทำลายหรือทำให้เกิดทางอื่นได้ภายหลัง ซึ่งทำให้เกมนี้เป็นเกมที่คุณต้องเล่นอย่างน้อยก็ 3 รอบ
อีกสิ่งที่ทำให้ The Complex โดดเด่นอย่างมากคือความท้าทาย เกมนี้ได้ Lynn Renee Maxcy มาเขียนบทให้ หนึ่งในนักเขียนระดับแนวหน้าของ The Handmaid's Tale และนำแสดงโดยนักแสดงชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีผลงานมากมายใน IMDB รวมถึง Game Of Thrones นอกจากนี้ยังเสริมด้วยฉากขนาดใหญ่ที่มีความประณีต ซึ่งตัดกันอย่างมากกับห้องนอนและฉากสีเขียวที่คุณจะไม่ได้เห็นที่ไหนจากเกมแนวนี้
ผลลัพธ์ที่ได้คือหนังระทึกขวัญที่น่าสนใจอย่างแท้จริง พร้อมด้วยภาษาผู้ใหญ่และคราบเลือดแบบจัดเต็ม ซึ่งควรค่าแก่การดูหากเป็นรายการทีวีจริงๆ ที่ดีไปกว่านั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ